aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzQzNC8yMTcxNjc5L1VudGl0bGVkLTEuanBnLmpwZw==

วันที่ 20 ก.พ.60–บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยมากที่สุดของโลกกล่าวว่า ในขณะนี้ เทคโนโลยีกำลังถูกนำมาใช้แทนที่แรงงานมนุษย์มากยิ่งขึ้น ซึ่งตามปกตินั้น แรงงานมนุษย์ที่ได้ค่าจ้าง และทำเงินได้นั้น ต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ประกันสังคม และภาษีอื่นๆ ซึ่งถ้ามีการนำหุ่นยนต์มาใช้แทนที่แรงงานเหล่านี้แล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องเก็บภาษีรายได้จากหุ่นยนต์เหล่านี้ด้วย จะเริ่มต้นทดลองที่โรงงานผลิตกล่องไปรษณีย์ ราคาถูกและกล่องพัสดุแห่งหนึ่ง

มหาเศรษฐีชื่อดัง กล่าวว่า รายได้ที่จะได้จากการเรียกเก็บภาษีหุ่นยนต์นั้น ควรจะนำมาใช้เพื่อการฝึกฝนและพัฒนาทักษะของมนุษย์ที่ถูกหุ่นยนต์แทนที่ใหม่ด้วย

ไม่เพียงแต่ บิล เกตส์ เท่านั้น ที่มีความเห็นเช่นนี้ ทางด้าน นาย เบอนวต อามง ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสจากพรรคสังคมนิยม ก็เรียกร้องให้มีการเรียกเก็บภาษีจากหุ่นยนต์เพื่อนำสนับสนุนรายได้ขั้นต่ำให้กับแรงงานที่ถูกหุ่นยนต์แทนที่ในการทำงานไป

ขณะที่ทางด้าน นาย สัตยา นาเดลลา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของ บริษัท ไมโครซอฟต์ คนปัจจุบันกล่าวว่า เจ้าของบริษัทผู้ผลิตสินค้าที่ใช้หุ่นยนต์เข้ามาแทนที่แรงงานนั้นควรจะเป็นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบภาษีของหุ่นยนต์ เพราะว่าบริษัทเหล่านี้ ได้นำหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่แรงงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายลง และทำให้ได้กำไรมากขึ้น ดังนั้น ก็จะต้องเสียภาษีมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ขอขอบคุณ

ภาพ : AFP

,

ลูกค้าต้องตกใจ หมึกย่างในตำนานขาย 20 ปี ไม้ละพันห้า

ดาวน์โหลด

พ่อค้าขายหมึกย่าง ขายไม้ละ 1,500 แต่ตั้งเป็นหน่วยสตางค์ ลูกค้าอุดหนุนกันไม่ขาดสาย แต่บางคนก็หนีไปเลยเมื่อได้ยินราคา

นายอรุณ จันทร์กำเนิด อายุ 57 ปี อดีตเป็นพนักงานบริษัทผลิตกล่องไปรษณีย์และกล่องพัสดุ เจ้าของร้านอารีดอย(รักคนกินเผ็ด)เป็นตู้ขายปลาหมึกย่างกุ้งย่างเล็กๆตั้งอยู่ภายในสนามกีฬาจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดขายมากว่า 30 ปี ราคาเริ่มต้นที่หลักพัน แต่คิดเป็นหน่วยสตางค์ ทำให้ลูกค้ามาอุดหนุนกันไม่ขาดสาย

นายอรุณ เจ้าของร้าน เล่าว่า เดิมทีเคยทำงานเป็นช่างซ่อมและได้ลาออกมาขายปลาหมึกย่าง กุ้งย่าง และลูกชิ้นย่าง อยู่ที่บริเวณหลังสนามกีฬาจังหวัดสุราษฎร์ธานี นานกว่า 30 ปี ลูกค้าส่วนใหญ่จะรู้จักในชื่อเรียกกันว่า ร้านอารีดอย เมื่อผวนคำกลับก็คือ อร่อยดี โดยเริ่มขายมาตั้งแต่ตัวละ 500 สตางค์ จนถึงปัจจุบันขายอยู่ที่ตัวละ 1,500 สตางค์ หรือ 15 บาท เนื่องจากราคาอาหารทะเลที่มีราคาสูงขึ้น

โดยหมึกที่นำมาขายจะใช้หมึกกล้วยในพื้นที่ ซึ่งจะสดและใหม่ทุกวัน ด้วยความที่เป็นคนอารมณ์ดี และอยากให้ลูกค้ารู้สึกได้กินของดี สร้างความรู้สึกสนุกสนานในการรับประทานของที่ดีของสดและมีคุณภาพแต่ราคาถูกจึงได้ตั้งราคาขายหมึกย่างเป็นราคาสตางค์ มันทำให้เหมือนลูกค้าที่มากินหมึกย่างที่ร้านเป็นคนรวยทุกคน

แต่ก็เคยมีบางลูกค้าที่ไม่เข้าใจมาถามว่าหมึกย่างราคาตัวละเท่าไหร่ พอตนตอบไปว่า 1,500 บางคนก็เดินหนีไป บางคนก็หัวเราะแล้วก็ถามว่า ทำไมแพงจัง แต่พอรู้ว่าคิดราคาเป็นหน่วยสตางค์ก็เข้าใจ ลูกค้าที่มากินหมึกย่างที่ร้านจะติดใจในรสชาติของน้ำจิ้ม ที่ทำด้วยพริกขี้หนูสด และจะใช้น้ำมะนาวแท้ ที่มีรสชาติจัดจ้าน เผ็ดเปรี้ยว กลมกล่อม ไม่เหมือนใคร

ลูกค้าประจำคนหนึ่ง บอกว่า เป็นลูกค้าประจำที่ร้านหมึกย่าง อารีดอย ตั้งแต่สมัยเรียนตอนเป็นเด็ก จนไปเรียนกรุงเทพฯ เวลากลับบ้านก็จะคิดถึงรสชาติของน้ำจิ้มที่นี้ จนปัจจุบันกลับมาทำงานที่บ้านก็ยังมาอุดหนุนอยู่เป็นประจำ

,

สาวกลุ้มใจรัก อยู่ต่อไม่ไหวแล้ว โซเซมาโดดสะพานนวลฉวี

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzQzMS8yMTU4NzIyL05ld3MxMC5qcGc=

เจ้าหน้าที่กู้ภัยช่วยปลอมใจ สาวร้านขายกล่องไปรษณีย์และกล่องพัสดุกลุ้มใจปัญหาความรัก คิดสั้นขึ้นไปจะกระโดดน้ำสะพานนวลฉวี แฟนหนุ่มตามมาคุยก็ไม่เป็นผล

เมื่อคืนวานนี้ (25 ม.ค.) เจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุมีผู้หญิงจะกระโดดสะพานที่บริเวณสะพานนนทบุรี หรือ สะพานนวลฉวี ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงประสานเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูและเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจเร่งระงับเหตุ

ที่เกิดเหตุเป็นบริเวณกลางสะพานนวลฉวี ตรงทางเท้าพบหญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว มีเสื้อคลุมสีดำพาดไหล่ กระโปรงสีดำ นั่งร้องไห้อยู่ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เวลาเกลี้ยกล่อมและปลอบใจอยู่นานประมาณ 30 นาที ทราบชื่อคือ น.ส.พรชรินทร์ อายุ 31 ปี เป็นพนักงานร้านขายทองคำ ย่านบางบัวทอง

ในเวลาต่อมาแฟนหนุ่มของหญิงสาวคนดังกล่าวได้เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ ก่อนจะเข้าพูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจกันแต่ก็ไม่ได้ผล หญิงสาวจึงได้พยายามจะกระโดดสะพานอีกครั้ง เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงได้ตัดสินใจเข้าชาร์จตัวและพาขึ้นไปสงบสติอารมณ์บนรถกู้ภัย

จากการสอบถามพยานผู้เห็นเหตุการณ์ เปิดเผยว่า ตนมาตกปลาอยู่ที่สะพานนวลฉวี ก่อนจะน้องผู้หญิงมานั่งอยู่ริมสะพาน เอาหัวยื่นออกไปด้านนอกสะพาน สักพักเขาก็เดินโซเซมา ตนเห็นจึงถามว่าเป็นอะไร ทำไมถึงร้องไห้ เขาบอกว่าไม่ได้เป็นอะไร

ตนจึงถามกลับไปว่า แล้วทำไมน้ำตาไหล มีอะไรบอกเล่าระบายกับตนได้ ตนเป็นคนตกปลาเป็นคนดีนะ เขาจึงยอมเล่าให้ฟังว่าเขามีปัญหา ตอนนี้ไม่มีใครและก็ไม่รู้จะพูดกับใคร พูดกับแฟนหนุ่มก็ไม่ได้ เพราะเหมือนฝ่ายนั้นจะมีคนใหม่ ตนจึงบอกใครคุยกันดีๆ ตนจึงให้เพื่อนที่มาตกปลาด้วยกันช่วยคุยกับหญิงสาว หลังจากนั้นเขาก็กลับไป สักพักผู้หญิงคนเดิมก็เดินกลับมาอีกรอบ ไม่ยอมคุยกับใครจะกระโดดสะพานอย่างเดียว จึงตัดสินใจแจ้งเจ้าหน้าที่ดังกล่าว

เบื้องต้นหลังจากหญิงสาวคนดังกล่าวได้พูดคุยกับแฟนหนุ่มอีกครั้ง ทำให้เริ่มมีอาการสงบลง เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงได้นำตัวส่ง สภ.ปากเกร็ด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยพูดคุยปลอมใจและสงบสติอารมณ์ พร้อมกับติดต่อญาติให้มารับตัวต่อไป

,

ฉุนโดนยึดพาสปอร์ตหนุ่มต่อยสู้ไม่ได้ มีดไล่ฟันเพื่อนดับคาแคมป์คนงาน

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ร.ต.อ.บดิพล กมลเลิศ ร้อยเวรสอบสวน สภ.หนองแค จ.สระบุรี ได้รับแจ้งจากลูกข่ายมูลนิธิสว่างรัตนตรัย จ.สระบุรี ว่ามีเหตุฆ่ากันตายบริเวณหลังเพิงพักคนงานพม่าแถวหลังโรงงานผลิตเเละขายกล่องกระดาษ กล่องไปรษณีย์  หมู่ที่ 8 ต.ห้วยขมิ้น อ.หนองแค จ.สระบุรี เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.ฉัฐวัชร วงศ์วาสน์ ผกก.สภ.หนองแค รีบรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นเพิงพักคนงาน 1 ห้อง พบผู้เสียชีวิตเป็นชาวเมียนมาทราบชื่อ นายราเม็ง อายุ 28 ปี เสียชีวิตลักษณะคว่ำหน้ากับพื้นดิน มีบาดแผลโดนมีดฟันเข้าท้ายทอยเป็นแผลลึกส่วน ศีรษะแตก
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุมตัวนายหม่อง อายุ 28 ปี เป็นชาวเมียนมา เป็นผู้ลงมือฆ่าเพื่อนด้วยกันจึงได้คุมต้วไว้

โดยนายหม่องให้การผ่านเพื่อนที่เป็นล่ามว่า สาเหตุทะเลาะกันเรื่องใบพาสปอร์ตที่ นายราเม็งผู้ตายนำไปและไม่นำมาคืนให้ตน ก่อนเกิดเหตุนายหม่องมาทวงถามพาสปอร์ตของตนกับนายราเม็ง แต่ผู้ตายไม่ให้

จากนั้นทั้งคู่เกิดวางมวยกัน ผู้ตายคือนายราเม็งสู้ไม่ได้จึงนำมีดตะขอเกี่ยวหญ้า มาไล่ฟันที่ศีรษะของนายเหม่ง แต่ว่าตนนายเหม่งแย่งมีดกลับไปได้ จึงใช้มีดฟันที่คอจนผู้ตายล้มลง จากนั้นก็ใช้ไม้ที่ปลายมีดขอตีที่ศีรษะอีกจนแน่ชัดว่าเสียชีวิตแล้ว และหลบหนีจนถูกจับกุมใกล้ที่เกิดเหตุ

ส่วนเจ้าหน้าที่ทราบว่าทั้งคู่เป็นเพื่อนกันมาทำงานรับจ้างรายวันใกล้ที่เกิดเหตุ และทั้งคู่ยังพักอยู่ห้องเดียวกันด้วย โดยทั้งสองคนยังได้เพิ่งเข้ามาอยู่ในประเทศไทยได้เพียง 3-4 เดือน เท่านั้นเจ้าหน้าที่จึงนำตัวดำเนินคดีต่อไป

,

ตร.ยิงตัวตายคาโรงพัก!! ระเบิดสมองลาโลก-ทิ้งจดหมายระบายเครียด เพื่อนตำรวจสุดช็อก

00

ตร.ยิงตัวตายคาโรงพักแถวโรงงานผลิตกล่องไปรษณีย์ ราคาถูกและกล่องพัสดุ ระเบิดสมองลาโลก-ทิ้งจดหมายระบายเครียด เพื่อนตำรวจสุดช็อก   ดาบตำรวจคนขับรถประจำตัว ผกก.สภ.ช้างเผือก ใช้ปืนยิงหัวตัวเองปางตาย ในโรงอาหารของโรงพัก ทิ้งจดหมายถึงผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงานและญาติพี่น้อง คาดเครียดส่วนตัวจนหาทางออกไม่ได้ ล่าสุดเสียชีวิตแล้ว

วันที่ 6 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 5 ม.ค.60 ที่ผ่านมา ร.ต.อ.นพดล เอกจิตร รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.ช้างเผือก เมืองเชียงใหม่ ได้รับแจ้งจากเพื่อนตำรวจโรงพักช้างเผือกเชียงใหม่ว่า ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด ที่โรงอาหารร้านสวัสดิการ สภ.ช้างเผือก พบร่างของ ดาบตำรวจประสงค์ จางตระกูล อายุ 52 ปี ผบ.หมู่ (ป) สภ.ช้างเผือก และยังเป็น พลขับประจำตัวของ พ.ต.อ.อดุลย์ สมนึก ผกก.สภ.ช้างเผือก นอนฟุบจมกองเลือด หายใจรวยริน สภาพถูกอาวุธปืนยิงเข้าบริเวณศีรษะเหนือใบหูด้านขวาจำนวน 1 นัด กระสุนเข้าศีรษะไม่ทะลุได้รับบาดเจ็บนอนล้มลงลักษณะตะแคงบริเวณซอกใต้โต๊ะเก็บอุปกรณ์ทำอาหารใกล้ซิงค์น้ำ ตั้งริมผนังด้านหลังร้านค้าสวัสดิการตำรวจ ซึ่งบริเวณจุดเกิดเหตุเป็นมุมมืดสลัว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รีบนำตัวส่ง รพ.นครพิงค์เชียงใหม่

01

ที่เกิดเหตุยังพบอาวุธปืนขนาด .38 ของทางราชการ หลังเกิดเหตุ ตกอยู่ระหว่างซอกขาของผู้บาดเจ็บ ตรวจพบซองจดหมายที่ผู้บาดเจ็บเขียนไว้ ระบุเบอร์โทรติดต่อญาติบนหน้าซอง เปิดพบกระดาษเขียนด้วยลายมือในทำนองฝากดูแลจัดการเรื่องหนี้สิน ทางตำรวจจึงได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน ทางแพทย์ได้ทำการผ่าตัดช่วยชีวิตเป็นการด่วน อาการสาหัสมาก และตรวจเก็บคราบเขม่าดินปืนที่มือของผู้ได้รับบาดเจ็บด้วย

เบื้องต้นสันนิษฐานว่าผู้บาดเจ็บน่าจะมีปัญหาเรื่องหนี้สิน จึงได้ตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยวิธีดังกล่าว ก็อาจจะเป็นได้ อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนหาสาเหตุที่แน่ชัดอีกครั้ง

ล่าสุดเวลา 09.00 น. วันที่ 6 ม.ค. พ.ต.อ.อดุลย์ สมนึก ผกก.สภ.ช้างเผือก เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ทาง รพ.นครพิงค์เชียงใหม่ได้แจ้งมาว่า ด.ต.ประสงค์ จางตระกูล ที่ยิงตัวเองฆ่าตัวตาย ได้เสียชีวิตลงแล้วเมื่อเวลา 06.00 น. วันเดียวกันนี้ ส่วนสาเหตุน่าจะมาจากปัญหาส่วนตัวของผู้เสียชีวิตเอง ที่ผู้ตายได้ระบุไว้ในจดหมายเรื่องหนี้สิน ซึ่งทางญาติจะได้นำศพไปบำเพ็ญกุศลต่อไป

,

เจ้าของรถ 6 ล้อคลั่ง พร้อมชดใช้ส่วนต่างค่าเสียหาย

ahr0cdovl3blms5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqyoc8ymtqxntgzl05ld3mwns5qcgc

หลังเป็นปัญหาถกเถียงกันว่าความเสียหายมากกว่า 2 ล้านบาท ขณะที่วงเงินประกันความเสียหายของรถ 6 ล้อ คุ้มครองแค่ 6 แสนบาท วันนี้มีความชัดเจนและทำให้ผู้เสียหายใจชื้นขึ้นมาบ้าง เมื่อเจ้าของรถบรรทุกกล่องพัสดุของโรงงานกล่องไปรษณีย์แห่งหนึ่งพร้อมชดใช้ส่วนต่างที่เหลือ

ที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ วานนี้ (23 ธ.ค.) ตำรวจนัดฝ่ายผู้เสียหาย บริษัทประกันภัย และเจ้าของรถบรรทุก เข้าเจรจาชดใช้ค่าเสียหาย ผลปรากฏว่า แม้รถบรรทุกคันก่อเหตุ จะมีเพียงประกันชั้น 3 คุ้มครองความเสียหายแค่ 6 แสนบาท ซึ่งไม่พอกับค่าเสียหายกว่า 2 ล้านบาท แต่เจ้าของรถบรรทุกคู่กรณียืนยันว่าจะรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด นอกเหนือจากคุ้มครองตามกรมธรรม์

ตัวแทนบริษัทเจ้าของรถบรรทุก ยืนยันว่า ก่อนรับผู้ต้องหาที่ก่อเหตุ เข้าทำงาน ได้การตรวจปัสสาวะและเช็กประวัติคร่าวๆแล้ว ที่ผ่านมาก็พบว่าทำงานมาตลอด ขณะที่ช่วงสายตำรวจนำตัวผู้ต้องหาไปฝากขังที่ศาลแขวงพระนครใต้ ในความผิดทั้งหมด 7 ข้อหา เช่น เสพยาเสพติด และขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย เป็นต้น

,

หนุ่มกัมพูชา ควบ จยย.ชนแบริเออร์ ตัวเองดับ เมีย-เพื่อน เจ็บ

หนุ่มกัมพูชา ควบ จยย.กลับจากเที่ยวบางแสน กำลังจะเข้ากรุงเทพฯ ระหว่างทาง พุ่งชนแท่นแบริเออร์ ร่างกระเด็นฟาดเสาดับคาที่ เมียกับเพื่อนที่นั่งซ้อนท้ายมา บาดเจ็บ เร่งสอบสาเหตุ

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 5 ธันวาคม พ.ต.ต.สำเริง แนวอินทร์ สว. (สอบสวน) สภ.เมืองชลบุรี ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยธรรมรัศมีมณีรัตน์ชลบุรีว่า มีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์พุ่งชนแท่นแบริเออร์ ถนนสุขุมวิท (บางนา-ตราด) บริเวณ กม.56 + 493 ใกล้สะพานเกือกม้า ก่อนถึงบริษัทผลิตกล่องพัสดุเเละกล่องไปรษณีย์ราคาถูกเกรดเอ คลองหน้าบ้าน หมู่ 5 ต.

คลองตำหรุ อ.เมือง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ จึงรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุ พบรอยเบรกล้อรถจักรยานยนต์พุ่งชนแท่นแบริเออร์ และพบร่าง นายเกีย อายุ 25 ปี สัญชาติกัมพูชา ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ศีรษะฟาดเสาแตก สมองไหล นอกจากนี้ยังพบ น.ส.อุบลรัตน์ เซ้นลี อายุ 19 ปี ภรรยาของนายเกีย มีแผลถลอกตามร่างกาย นอนสลบไม่ได้สติ และนายปฏิภาณ เค้าแคน อายุ 19 ปี ชาว จ.ขอนแก่น

ได้รับบาดเจ็บ นอนร้องขอความช่วยเหลือ

ใกล้กัน พบรถจักรยานยนต์ ทะเบียน 3 กย 6311 กทม. ล้มอยู่ เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ ได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนเร่งนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลรักษา และนำผู้เสียชีวิตส่งชันสูตร

พ.ต.ต.สำเริง เผยว่า จักรยานยนต์คันดังกล่าว ซ้อน 3 กลับจากเที่ยวบางแสน มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ โดยมี นายเกีย เป็นคนขับขี่ มาถึงที่เกิดเหตุรถเกิดเสียหลักชน

แท่นแบริเออร์อย่างแรง จนร่างนายเกียกระเด็นไปฟาดเสา ศีรษะแตก ก่อนจะตกไปใต้สะพานเสียชีวิต ส่วนอีก 2 คน ที่นั่งซ้อนท้ายมา ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะ

ได้สอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

,

พิษณุโลกวอนช่วยนักมวยยอดกตัญญูถูกตัดขา

ahr0cdovl3blms5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqyms8ymta2mjkwlzc0ntqzmc0wms5qcgc

วอนช่วยนักมวยยอดกตัญญูวัย 18 ปี ประสบอุบัติเหตุต้องตัดขาขวา จนหมดอนาคต อีกทั้งบ้านฐานะยากจน

นายรุ่งโรจน์ พลอยแสง อายุ 18 ปี อยู่บ้านเลขที่ 57/1 ต.ปากโทก อ.เมือง จ.พิษณุโลก “โรจน์” เล่าว่า ตนเองเริ่มชกมวยตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ที่ไปชก เพราะเห็นว่าเป็นหนทางที่จะหารายได้จุนเจือครอบครัวได้ โดยฝึกซ้อมกับค่ายมวย ศ.ตระกูลเหลา ที่ ต.ปากโทก เมื่อครูเห็นว่าฝีมือเข้าขั้นก็ให้ขึ้นชก ตอนนั้นได้ฉายาว่า “หน้าโบราณมวยซ้ายสีชมพู” ได้ค่าตัวครั้งแรก 300 บาท   สถิติการชกที่ผ่านมา ชกมาแล้ว 300 ครั้ง ชนะกว่า 200 ครั้ง ล่าสุดชกที่เวทีราชดำเนิน ได้เงินครั้งละ 2,700 บาท เดือนหนึ่งขึ้นชก 3 ครั้ง แต่เมื่อประมาณต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ “โรจน์” ขับรถไปส่งหลานที่โรงเรียนวัดไผ่ค่อม ปรากฏว่าขากลับเกิดอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถบรรทุกกล่องไปรษณีย์ “โรจน์” ได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อถึงโรงพยาบาลในขั้นตอนการรักษา แพทย์วินิจฉัยว่าขาขวาได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุจำเป็นต้องตัด ซึ่งแรก ๆ ก็รู้สึกตกใจ เสียใจ เป็นห่วงพ่อกับแม่ ที่อายุมาก มีอาการเจ็บป่วย โดยพ่อคือ นายชุ้น พลอยแสง อายุ 76 ปี ป่วยเป็นโรคกระดูกทับเส้น ไม่สามารถทำงานได้ ส่วนแม่คือ นางมล พลอยแสง อายุ 56 ปี มีความพิการที่มือขวา (มือหงิก) มีอาชีพรับจ้างขายของ มีรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม บรรดาค่ายมวยต่าง ๆ ในจังหวัดพิษณุโลก ก็ได้เตรียมที่จะหาแนวทางช่วยเหลือ ด้วยการจัดมวยการกุศล หารายได้ช่วยเหลือ “โรจน์” และครอบครัว ในชื่อ “ศึกรวมใจมหากุศลต้านภัยยาเสพติด” ในวันพุธที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ณ สนามมวยชั่วคราว ตรงข้ามศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่าพิษณุโลก โดยผู้สนใจสามารถติดต่อซื้อบัตร หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นายวันชนะ เหลาซิต (ครูผา) 094-705 3430 หรือท่านใดประสงค์ช่วยเหลือ สามารถโอนเงินเข้าบัญชี นายชุ้น (บิดา) พลอยแสง   ธนาคาร ธ.ก.ส. สาขาพิษณุโลก เลขที่บัญชี 0102 7244 0106 หรือสอบถามพูดคุยให้กำลังใจกับรุ่งโรจน์ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์  099-180 6728

สุดสลด พบศพเด็กชาย 3 ขวบ ถูกทิ้งริมถนนสายอยุธยา-เสนา

ahr0cdovl3blms5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqymc8ymtazndgyl25ld3mwmi5qcgc

พบศพเด็กเพศชายอายุประมาณ 3 ขวบ ถูกทิ้งใส่กล่องไปรษณีย์อยู่ริมถนนสายอยุธยา-เสนา ตรวจสอบตามร่างกายแล้วไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือถูกทำร้าย คาดว่าเสียชีวิตมาแล้ว 2-3 วัน

เมื่อวานนี้ (17 พ.ย.) พ.ต.ต.ชาญชัย สงศิริ สว.สอบสวน สภ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งว่า พบศพเด็กเพศชาย ไม่สวมใส่เสื้อผ้าถูกนำมาทิ้งเอาไว้ริมถนนสายอยุธยา-เสนา ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 19-20 ม.2 ต.สามกอ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา รุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พ.ต.อ. กิตติศักดิ์ เกตุอร่าม ผกก. พ.ต.ท.สกรี ผ่อง โอภาส รองผกก.สส. สภ.เสนา แพทย์เวรโรงพยาบาลเสนา มูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุบริเวณโคนต้นกอไผ่ริมถนนสายอยุธยา-เสนา ใกล้กับบ่อน้ำพบศพเด็กชายอายุประมาณ 3 ขวบ นอนตะแคง สวมเสื้อกล้ามสีเหลืองรูดไปไว้ที่คอ ไม่สวมใส่กางเกง ที่หัวไหล่ซ้ายมีรอยถูกกัดแทะ ตรวจสอบตามร่างกายแล้วไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือถูกทำร้าย คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2-3 วัน เนื่องจากเริ่มส่งกลิ่นเหม็น ใกล้กันพบถุงพลาสติกใส่ผ้าปูที่นอน ผ้าปูที่นอนและเสื้อผ้าผู้หญิงตกอยู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเก็บมาไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวน นายขวัญ อายุ 21 ปี ชาวเมียนมา ผู้ที่พบศพคนแรกทราบว่า ตนเองกำลังเดินจะไปซื้อของที่ร้านผ่านบริเวณที่เกิดเหตุ เห็นตัวเงินตัวทองกำลังกัดแทะศพเด็กอยู่ ทีแรกคิดว่าเป็นตุ๊กตา จึงไปชวนเพื่อนมาดู พบว่าเป็นศพเด็กจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ

เบื้องต้นชาวบ้านในบริเวณใกล้กับที่เกิดเหตุ ไม่พบว่ามีใครเคยเห็นหรือรู้จักกับเด็กมาก่อน น่าจะเป็นคนนอกพื้นที่ หรือเด็กอาจจะเป็นลูกของแรงงานต่างชาติ ตามร่างกายไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย เด็กน่าจะป่วยแล้วเสียชีวิตพ่อแม่เด็กไม่รู้จะทำอย่างไร จึงเอาศพเด็กมาทิ้งเอาไว้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ส่งศพเด็กไปชันสูตร ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกรียติ รังสิต เพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิต

ทั้งนี้ ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งชุดสืบสวนออกตรวจสอบตรวจสอบตามแคมป์คนงานก่อสร้างในอำเภอเสนา พร้อมกับประสานพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อตรวจสอบหาพ่อแม่เด็กมาสอบสวนและดำเนินคดีต่อไป

สปน.ขอปชช.โทรแจ้งล่วงหน้าร่วมทำข้าวถุงพอเพียง

ahr0cdovl3blms5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqxos8ymdk5mjg2lzc0mjuync0wms5qcgc

สปน. ขอความร่วมมือโทรแจ้งล่วงหน้าในการเข้าร่วมทำข้าวถุงพอเพียง เนื่องจากสถานที่ไม่เพียงพอ และเพื่อความเรียบร้อย

นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำนักพระราชวัง ได้รับพระราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคม พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2559 เป็นต้นมา สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้จัดทำของที่ระลึกมอบให้กับประชาชนที่เข้ากราบถวายบังคม พระบรมศพ จนถึงวันที่ 21 มกราคม 2559 โดยจัดเตรียมเป็นข้าวเปลือกบรรจุถุง จำนวนประมาณ 30,000 ถุงต่อวัน

โดยข้าวเปลือกที่ใช้ในการบรรจุถุง “ข้าวพอเพียง” เป็นการอุดหนุนเกษตรกร โดยกรมการข้าวได้จัดหาให้มาหลากหลายสายพันธุ์ รวมทั้งยังได้รับการสนับสนุนข้าวอินทรีย์จากศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนด้วย โดยนับตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2559 ได้รับการสนับสนุนข้าวจากกรมการข้าว จำนวนกว่า 27,000 กิโลกรัม สำหรับการบรรจุถุง “ข้าวพอเพียง” และมีประชาชนบางส่วนส่งให้ทางกล่องไปรษณีย์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้รับความร่วมมือจากจิตอาสาที่มาช่วยจัดทำ โดยจัดทำทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น.

ทั้งนี้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ขอขอบคุณในน้ำใจไมตรีหน่วยงานที่สนับสนุน และประชาชนทุกท่านที่มาร่วมเป็นจิตอาสาช่วยบรรจุ “ข้าวพอเพียง” แต่เนื่องจากสถานที่มีบริเวณจำกัด ไม่เพียงพอที่จะรองรับกับจำนวนจิตอาสาได้ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากประชาชนท่านใดประสงค์จะเข้าร่วมบรรจุถุงข้าวเปลือก ขอความกรุณาโทรศัพท์มาแจ้งความประสงค์ได้ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หมายเลขโทรศัพท์ 02283 4281 และ 02283 4285 เพื่อจะได้จัดคิวให้ตามลำดับ