หนุ่มดับคาที่ซัดบิ๊กไบค์ประสานงาจยย.สลด!แฟนสาวร่ำไห้เผยเพิ่งโทรถามคำสุดท้าย ‘จะกินอะไรไหม’

เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ร.ต.อ.ตูชัย สุระเสียง ร้อยเวรสอบสวน สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกัน 2 คันมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต บริเวณทางขึ้นกลับรถโรงเรียนวันครู ถนนพหลโยธินขาเข้า หมู่ที่ 11 ตำบลคลองหนึ่ง แถวร้านขายกล่องพัสดุกล่องกระดาษ อำเภอคลองหลวง จ.ปทุมธานี จึงไปตรวจสอบ พร้อมด้วยแพทย์เวรจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์โรงบาลธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์จอดล้มคว่ำจำนวน 2 คัน เป็นรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ยี่ห้อฮอนด้า CBR250 สีดำ หมายเลขทะเบียน 1กฬ3367 กทม. ส่วนอีกคันเป็นรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า R15 สีขาว-แดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ได้ชนประสานงากันอย่างจัง สภาพรถพังยับเยินใกล้กันพบผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย ทราบชื่อนายวัชพงษ์ พูลโพธิ์คา อายุ 28 ปี นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ชื่อนายนิวัฒน์ นาเหนือ อายุ 30 ปี และนายธชวัจน์ ระฆั่งทอง อายุ 30 ปี

จากการสอบถามนายเอ ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ บอกว่า ขณะตนตั้งหม้อก๋วยเตี๋ยวอยู่ได้ยินเสียงรถชนกันอย่างแรง จึงวิ่งมาดูก็พบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตนอนกองรวมกันอยู่ จึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทราบ

ต่อมาน.ส.ภัทรวดี ปทุมทอง แฟนผู้เสียชีวิต เดินทางมาที่เกิดเหตุถึงกับร้องไห้โฮ และบอกว่าผู้ตายเป็นแฟนของตนทำงานอยู่ที่บริษัทไซโก้ ออกมาจากบ้านพักในซอยไทยธานีและกำลังจะขับรถจักรยานยนตร์มาหาตนเองที่หมู่บ้านเอื้ออาทร แต่ก็ไม่นึกว่าแฟนจะมาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเช่นนี้ ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุผู้เสียชีวิตยังโทรศัพท์มาถามตนเองอยู่เลยว่า “จะกินอะไรไหม จะซื้อเข้าไปให้”

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงบันทึกภาพในที่เกิดเหตุเก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนผู้เสียชีวิตได้มอบให้มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งชันสูตรที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์โรงบาลธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อหาสาเหตุการตายพร้อมทั้งจะได้ติดตามญาติของผู้เสียชีวิตมารับศพไปบำเพ็ญกุศลต่อไป

คุก3ปีไม่รออาญา-รุกเขาแพง “แทน”ลูกเทือก ศาลระบุผิดร้ายแรง ชี้ป่าสมบัติชาติ เลขาสุเทพโดนด้วย

ศาลคุก3ปีแทนเทือกสุบรรณรุกที่เขาแพงเกาะสมุย
คุก 3 ปี – นายแทน เทือกสุบรรณ ลูกชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกปปส. ได้ประกันตัวออกมา หลังศาลตัดสินจำคุก 3 ปีไม่รอลงอาญา คดีบุกรุก เขาแพง เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อ วันที่ 21 ก.ย.

 ศาลจำคุก  3  ปี  “แทน เทือกสุบรรณ”  ลูกชายเทพเทือก  อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์  แกนนำกปปส. และเจ้าของกิจการผลิตกล่องไปรษณีย์ราคาถูกบุกรุกเขาแพง เกาะสมุย “บรรเจิด เหล่าปิยะสกุล”อดีตเลขาฯเทพเทือกโดนด้วย ส่วน “โกเข็ก”และกลุ่มนายหน้าโดนโทษ 5 ปี ศาลชี้ป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ เป็นสมบัติที่ล้ำค่าของชาติ ควรจะต้องร่วมกันหวงแหน บำรุงรักษาเพื่อประโยชน์ร่วมกัน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดร้ายแรงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ ก่อนที่ทนายจะยื่นประกันตัวออกไป โดยศาลตีราคาประกันคนละ 500,000-800,000 บาท และห้ามออกนอกประเทศ ขณะที่การทวงคืนผืนป่ายัง เข้มข้น “ศักดา วิเชียรศิลป์” รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ส่งเจ้าหน้าที่ทส.ประสานกำลังหลายหน่วยเข้าตรวจสอบที่ดิน”จรัญ เจียรวนนท์”ซ้ำอีกรอบ หลังพบ รุกป่าสงวนอ.เขาสมิง จ.ตราด กว่า 60 ไร่ ก่อนดำเนินการยึดและดำเนินคดีต่อไป

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ห้องพิจารณา 902 ศาลอาญา ถ.รัชดาฯ ศาลอ่านคำพิพากษาคดีบุกรุกที่เขาแพง เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายพรชัย ฟ้าทวีพร อายุ 51 ปี ผจก.ห้างหุ้นส่วนเรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น, นายสามารถ หรือโกเข็ก เรืองศรี อายุ 59 ปี หุ้นส่วนเรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น และนายหน้าขายที่ดิน, นายแทน เทือกสุบรรณ อายุ 35 ปี บุตรชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำกปปส., นายบรรเจิด เหล่าปิยะสกุล อายุ 61 ปี อดีตเลขานุการส่วนตัวนายสุเทพ เป็นจำเลยที่ 1-4 ความผิดฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางป่า หรือเผาป่า หรือกระทำด้วย ประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองและผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่อสร้าง หรือเผาป่าในที่ดินของรัฐโดยมิได้มีสิทธิครอบครองหรือไม่ได้รับอนุญาตจาก เจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ และพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2518 มาตรา 22

อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 23 ก.ย.2556 บรรยายพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า ระหว่างวันที่ 27 ก.ย.2543 ถึง 5 ต.ค.2544 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ทำลาย แผ้วถางป่าเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 31 ไร่ 2 งาน 97 ตารางวา โดยจำเลยที่ 3-4 ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ทำลาย แผ้วถางป่าเขาแพง เนื้อที่ 14 ไร่ ด้วยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

ศาล พิเคราะห์พยานหลักฐานที่สองฝ่ายนำสืบหักล้างกันแล้ว พยานหลักฐานโจทก์นำสืบรับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดตาม ฟ้อง จึงพิพากษาว่า นายพรชัย และนายสามารถ หรือโกเข็ก จำเลยที่ 1-2 มีความผิดตามพ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง ให้จำคุกคนละ 5 ปี

ส่วนนายแทน และนายบรรเจิด จำเลยที่ 3-4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรค 1 และพ.ร.บ. ป่าไม้ฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง โดยการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษความผิดตามพ.ร.บ.ป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักสุด ให้จำคุกคนละ 3 ปี

ทั้งนี้ศาลพิเคราะห์ว่า ป่าไม้เป็นทรัพยากร ธรรมชาติที่สำคัญ และเป็นสมบัติที่ล้ำค่าของชาติ ควรที่ประชาชนจะต้องร่วมกันหวงแหน บำรุงรักษาให้อุดมสมบูรณ์เพื่อประโยชน์ ร่วมกัน ไม่ให้เป็นของส่วนตัวแก่ผู้ใด การ กระทำของจำเลยทั้งสี่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมของดิน น้ำ อากาศ และป่าไม้ทั้งโดยตรงและทางอ้อม อันเป็นต้นเหตุของความแห้งแล้ง และภัยพิบัติจากน้ำป่าไหลหลาก สภาพความผิดจึงเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

นอกจากนี้ยังให้จำเลยทั้งสี่ คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสี่ออกจากที่ดินและป่าไม้บริเวณที่เกิดเหตุทั้งหมด ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

ภายหลังศาลพิพากษา ทนายความได้ยื่นคำร้องพร้อมด้วยหลักทรัพย์ อาทิ สมุดเงินฝากธนาคาร, หนังสือน.ส.3 ก. เพื่อขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ต่อสู้คดี ต่อมาเวลา 16.15 น. ศาลพิจารณาคำร้องแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งสี่ โดยตีราคาประกัน นายพรชัย และนายสามารถ หรือโกเข็ก จำเลยที่ 1-2 คนละ 800,000 บาท นายแทน และนายบรรเจิด จำเลยที่ 3-4 คนละ 500,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยทั้งสี่ เดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

ขณะที่ปฏิบัติการตรวจยึดทวงคืน ผืนป่ายังเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยเมื่อเวลา 08.30 น.นายรัชชัย พรภา หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษฉลามขาว, นายธีรัตน์ ธีระวุฒิพันธ์ ผอ.ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งและป่าชายเลน ได้รับคำสั่งจากนายศักดา วิเชียรศิลป์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ประสานกำลังเจ้าหน้าที่ทส., ตำรวจ, ทหาร, ฝ่ายปกครอง และกำนันผู้ใหญ่บ้าน ร่วมประชุมวางแผนที่อบต.ท่าโสม อ.เขาสมิง จ.ตราด เพื่อเข้าตรวจสอบท่าเทียบเรือและ บ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าท่าโสม ต.ท่าโสม

จาก นั้นเวลา 10.00 น.เจ้าหน้าที่ยกกำลัง ไปยังบ้านพักและท่าเทียบเรือของนายจรัญ เจียรวนนท์ พบนายอนันต์ สว่างไสว ผู้ดูแล ได้นำเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายที่ 1 ประกอบด้วย ท่าจอดเรือสำราญ(เรือยอชต์) สนามจอดเฮลิคอปเตอร์ บ้านพัก, เป้าหมายที่ 2 บ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยใช้อุปกรณ์วัดพิกัด(GPS) และเจ้าหน้าที่รังวัดเข้าดำเนินการ ตามโฉนดที่สำนักงานที่ดินอำเภอเขาสมิง ออกให้ จำนวน 6 แปลง อย่างไรก็ตามโฉนดที่ออกให้ดังกล่าวอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าท่า โสม ซึ่งมีการออกโฉนดที่ดินทับ ป่าสงวนแห่งชาติกว่า 60 ไร่

นาย รัชชัย หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษฉลามขาว กล่าวว่า เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบรังวัดแนวเขตที่ดินแล้ว 1 ครั้ง เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา วันนี้มาตรวจสอบแนวเขตที่ดินอีกครั้งว่าอยู่บริเวณใด เนื่องจากพื้นที่นี้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเกือบทั้งหมด ซึ่งตัวเลขทั้งหมดยังไม่สามารถระบุได้ แต่จากการประเมินมีกว่า 60 ไร่ ส่วนบริเวณท่าเรือยังต้องหารือกับกรมเจ้าท่าว่ามีพื้นที่ติดกับป่าสงวนแห่ง ชาติมากน้อยเพียงใด จากนั้นจะได้วัดแนวระวางและนำไปทาบกับพิกัดในเขตของป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งจะทราบว่ามีจำนวนการบุกรุก กี่ไร่ ตามพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ โดยจะดำเนินคดีกับผู้บุกรุก

ด้านนายอนันต์ ผู้ดูแลพื้นที่กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบและรังวัดแนวเขตอย่างละเอียดเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งมีพื้นที่บางส่วนเลยโฉนดออกไป ขณะนี้ยังไม่ทราบว่ามีพื้นที่อยู่ในโฉนดที่ถูกต้องจำนวนเท่าไร และส่วนที่เข้าไปในป่าสงวนแห่งชาติจำนวนเท่าใด หากพื้นที่ที่เกินจากโฉนดที่ดินเข้าไปในป่าสงวนแห่งชาติก็พร้อมจะคืนให้กับ ทางราชการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 27 เม.ย. นายศักดา วิเชียรศิลป์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เข้าตรวจสอบพื้นที่แห่งนี้ตามแผนปฏิบัติการพลิกฟื้นผืนป่าชายเลนจังหวัดตราด 2559 โดยจับกุมดำเนินคดีกับผู้บุกรุกป่าชายเลนในต.วังกระแจะ, ต.แหลมกลัด, ต.หนองคันทรง, ต.ตะกาง อ.เมืองตราด และต.ท่าโสม อ.เขาสมิง จ.ตราด ซึ่งเป็นที่ดินของตระกูลเจียรวนนท์ ทำเป็น ท่าเทียบเรือยอชต์, บ้านพัก รวมทั้งบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ครั้งนั้นนายอนันต์ สว่างไสว ผู้ดูแล นำโฉนดที่ดิน 6 ฉบับมาแสดงการได้มาอย่างถูกต้อง แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงเข้ามาดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

หมานั่งรอริมถนนเมืองจันท์ ยังเมินใส่-หาเจ้าของไม่ได้

หมานั่งรอริมถนนเมืองจันท์ ยังเมินใส่-หาเจ้าของไม่ได้

 

เจ้าตูบซื่อสัตย์นั่งรอข้างถนนที่จันทบุรีเส้นทางไปโรงงานผลิตกล่องกระดาษกล่องไปรษณีย์ราคาถูก หลังมีคนอ้างเป็นเจ้าของ 3 คนมาเรียก แต่ก็ยังไม่สนใจ ปศุสัตว์จ่อนำมาเลี้ยงดูก่อน

จากกรณีเรื่องราวของสุนัขตัวหนึ่งที่นั่งอยู่ริมถนนสุขุมวิท ช่วงจันทบุรี-ตราด ลักษณะเหมือนเฝ้ารอคอยบางอย่างเป็นระยะเวลาแรมเดือน กระทั่งมีการแชร์ตามหาเจ้าของสุนัขตัวดังกล่าว และมีผู้แสดงตัวเป็นเจ้าของสุนัขตัวนี้ 2-3 คน เดินทางมาตรงจุดที่สุนัขนั่งรออยู่

เจ้าของร้านเรืองชัยโชค ที่อยู่ใกล้ๆ กับจุดดังกล่าว เปิดเผยว่า สุนัขตัวนี้นั่งอยู่ตรงนี้มาเกือบๆ 6 เดือนแล้ว จึงคอยให้อาหารตลอด ครั้งแรกพบในสภาพผอมโซ กระทั่งให้อาหารจนอ้วนสมบูรณ์ดี หากไม่มีใครนำเอาไปเลี้ยง ก็อาจจะขอเลี้ยงเอาไว้เอง

ขณะที่ตลอดทั้งวันนี้ มีชาวบ้านแวะเวียนมาดูสุนัขตัวดังกล่าวตลอดทั้งวัน ก่อนจะพบว่ามีผู้แสดงตัวเป็นเจ้าของสุนัขถึง 3 ราย รายแรกเป็นชาวจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อเดินทางมาเห็นก็ดีใจมาก แต่ปรากฏว่าสุนัขไม่ยอมให้จับ

กระทั่งอีกสักครู่มีผู้แสดงตัวเป็นเจ้าของอีกราย บอกว่าเดินทางมาจากกรุงเทพฯ ก่อนจะเรียกชื่อ “โคล่า” และพยายามเข้าหาสุนัข แต่สุนัขก็ไม่สนใจและวิ่งหนีไปอีก ขณะที่รายที่ 3 ก็พยายามเดินเข้าหาสุนัข และเรียกชื่อ “กล้วย” แต่สุนัขก็ไม่สนใจ ทำให้ยังไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของสุนัขที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางปศุสัตว์อำเภอเมืองจันทบุรี เตรียมจะให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ เพื่อยิงยาสลบแก่สุนัข ก่อนจะนำมาดูแลและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เนื่องจากยังสามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นเจ้าของสุนัขตัวจริง คงต้องมีการพิสูจน์หลักฐานกันต่อไป

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก เรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3

หนุ่มตกงานน้อยใจเมียผูกคอตายในซอยสำราญดับ

หนุ่มตกงานน้อยใจเมียผูกคอตายในซอยสำราญดับ

 

INN News

สนับสนุนเนื้อหา

หนุ่มพนักงานโรงงานผลิตกล่องไปรษณีย์ราคาถูก ตกงานน้อยใจภรรยา ผูกคอตายบนต้นไม้ในซอยสำราญ ย่าน จ.ปทุมธานี เสียชีวิต

พ.ต.ท.กวี ช่วยสร้าง สารวัตรสอบสวน สภ.ปากคลองรังสิต ได้รับแจ้งมีคนผูกคอเสียชีวิต บนต้นไม้ภายในซอยสำราญ ถนนโลคัลโรด ม.7 ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี จึงไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย ทราบชื่อ นายวัฒนา มะธิตะนัง อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 72/6 ซ.พหลโยธิน แขวงจันทร์เกษม เขตจตุจักร สภาพศพใช้เชือกไนล่อนผูกคอตัวเองอยู่กับต้นกระถินข้างถนน สวมกางเกงขายาว สวมเสื้อแขนสั้น สะพายเป้สีดำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู นำร่างลงมา เบื้องต้นไม่พบบาดแผลตามร่างกาย

โดยแพทย์ระบุว่าเสียชีวิตแล้ว 6-8 ชั่วโมง จากการสอบถาม นายบุญเรือง สีน้ำอ้อม 51 ปี ขับแท็กซี่ บอกตนเองขับรับผู้โดยสารจะไปโรงพยาบาลปทุมธานี เมื่อขับผ่านที่เกิดเหตุ เห็นว่ามีคนอยู่บนต้นไม้จึงจอดรถ ก่อนจะพบว่าหลานของตนใช้เชือกผูกคอเสียชีวิตแล้ว

ด้าน นางสาวจิราพร กิจพจณี น้องสาวผู้ตาย บอกว่า พี่ชายของตนเองตกงาน และทะเลาะกับภรรยา เมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ก็ไม่นึกว่าพี่ชายตนจะมาผูกคอตายเช่นนี้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู นำผู้เสียชีวิตส่งนิติเวชโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้ จริงต่อไปและจะได้ติดต่อภรรยาผู้ตายมาสอบถามอีกครั้ง

ศรีวราห์บินใต้ตามคืบบึ้ม7จว.-ขอหมายจับเพิ่ม

ศรีวราห์บินใต้ตามคืบบึ้ม7จว.-ขอหมายจับเพิ่ม

 

INN News

สนับสนุนเนื้อหา

‘พล.ต.อ.ศรีวราห์’ หรือที่รู้จักกันในนามเจ้าของกิจการแปรรูปว่านหางจระเข้เพื่อสุขภาพ บินใต้ตามคืบบึ้มตรัง นครศรีฯ จ่อขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาเพิ่ม พร้อมระบุไฟไหม้กระบี่ตรัง เป็นการวางระเบิดเพลิงพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย คสช. และชุดสืบสวนสอบสวนคดีระเบิดและวางเพลิงในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ เดินทางด้วยเครื่องบินคาซ่า กองบินตำรวจ ไปยัง จ.ตรัง และ นครศรีธรรมราช เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีและขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติม

พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า ขณะนี้คดีมีความคืบหน้ากว่า ร้อยละ 50 แล้ว มีข้อมูลความคืบหน้าอย่างน่าพอใจ หลังจากออกหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย ไปก่อนหน้านี้ จากการสืบสวนเชื่อว่าหลบหนีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมระบุ การลงพื้นที่วันนี้จะไปติดตามการตรวจสอบที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ที่ จ.กระบี่ และ จ.ตรัง ที่พบชิ้นส่วนโทรศัพท์ และพาวเวอร์แบงก์ ที่ชี้ชัดว่าเป็นการวางระเบิดเพลิง ไม่ใช่ไฟฟ้าลัดวงจรหรือเหตุอื่น

ทั้งนี้ หากหลักฐานชัดเจน จะขออนุมัติหมายจับต่อศาลทหารเพิ่มเติมในทุกจุด ทั้งที่หัวหิน ตรัง ซึ่งคืบหน้ามากรอเพียงการยืนยันอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ มีการคุมตัวผู้ต้องสงสัยตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อซักถาม แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ส่วนการจับกุม “ครูแขก” ผู้ต้องหาเหตุระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น ย่านบางบัวทอง ปี 2553 นั้น ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกัน แต่เป็นการจับกุมตามหมายจับค้างเก่า

รปภ.หื่นบุกห้อง-ปลุกปล้ำนักศึกษาสาว เพื่อนแค้นไล่ล่าทั่วตึก

รปภ.หื่นบุกห้อง-ปลุกปล้ำนักศึกษาสาว เพื่อนแค้นไล่ล่าทั่วตึก

 

แชร์เตือนภัย รปภ.ไว้ใจไม่ได้ บุกขึ้นหอพักหญิงแถวบริษัทรับจัดหาเครื่องปั๊มไดคัทจากต่างประเทศ เข้าห้องนักศึกษา-หวังปลุกปล้ำ เพื่อนรู้เรื่องตามล่าไปทั่ว สุดท้ายหนีรอดไปได้

(25 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์กำลังให้ความสนใจเรื่องราวเตือนภัยที่หอพักแห่งหนึ่ง หลังมีนักศึกษาสาวได้โพสต์แชร์ในเฟซบุ๊ก กลายเป็นอุทาหรณ์และบทเรียนที่เตือนใจ ทำให้เห็นว่าสังคมนี้ไว้ใจใครไม่ได้เลย แม้กระทั่งผู้ที่ได้ชื่อว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของที่พัก

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อคุณ Jeranun Into ได้โพสต์แชร์เรื่องดังกล่าวไว้เมื่อวานนี้ (24 ส.ค.) ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเพื่อนนักศึกษาสาวคนหนึ่ง เหตุเกิดตอนเวลาประมาณ 02.00 น. กว่าๆ ที่หอพักหญิงแห่งหนึ่ง ใกล้กับมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง นักศึกษาที่เพิ่งกลับมาจากไปเที่ยวกลางคืน แฟนหนุ่มได้พาไปส่งที่หอพัก

แต่ปรากฏว่า รปภ.ของหอพักได้ไล่และห้าม เพราะไม่อนุญาตให้ผู้ชายเข้ามาในหอพักหญิง กระทั่งต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไป รปภ.คนดังกล่าวได้ฉวยจังหวะบุกเข้าไปในห้องนักศึกษาสาว พยายามจะปลุกปล้ำ แต่ก็ขัดขืนหนีรอดออกมาได้ แล้วโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือกับกลุ่มเพื่อน

ต่อมากลุ่มเพื่อนๆ ของนักศึกษาสาว ทั้งชายหญิงนับสิบคนได้มาปิดล้อมที่หอพักดังกล่าว เพราะเชื่อว่า รปภ.ที่พยายามก่อเหตุนั้นยังคงหลบอยู่ จนกระทั่งพบเห็นว่า รปภ.คนนี้กำลังจะวิ่งหลบหนีไป เพื่อนๆ จึงได้ช่วยกันวิ่งไล่ตาม มีเพื่อนหญิงคนหนึ่งตัดสินใจกระโดดถีบประตูกระจกแตก ทำให้ขาถูกกระจกบาด เพราะจะไล่ตาม รปภ.ผู้ก่อเหตุให้ทัน

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดเหตุ รปภ.คนดังกล่าวได้หลบหนีไป ปีนกำแพงและเข้าไปในป่าหญ้าข้างทาง มีเพียงรองเท้าที่หลุดทิ้งไว้ 1 ข้าง เพื่อนๆ นักศึกษาเชื่อว่า รปภ.คนนี้น่าจะเป็นผู้ทำผิดจริงๆ เพราะหากบริสุทธิ์ใจก็ไม่ควรวิ่งหลบหนีไปเช่นนี้ ทั้งนี้ได้แจ้งความดำเนินคดีกับเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว

ภายหลังจากกรณีดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก หลายคนรู้สึกเป็นกังวลกับมาตรฐานของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในปัจจุบัน ที่แทบจะไม่ต้องมีทักษะพื้นฐานใดๆ เป็นแค่คนรับจ้างดูแลความเรียบร้อยเท่านั้น และบางครั้งก็รู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ อันตรายสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา

ตร.จันทบุรีประชุมเร่งล่าโจรกระจอกงัดATM

ตร.จันทบุรีประชุมเร่งล่าโจรกระจอกงัดATM

 

INN News

สนับสนุนเนื้อหา

ตำรวจจันทบุรี เรียกประชุมชุดคลี่คลายคดีเร่งติดตามคนร้ายใช้ก๊าซตัดตู้เอทีเอ็มกลางเมือง แม้ขโมยไม่ได้สักบาทที่ห้องประชุมสถานีตำรวจภูธรเมืองจันทบุรี พ.ต.อ.มานะ อินพิทักษ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี พ.ต.อ.สุเทพ บุญค้ำ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองจันทบุรี ได้เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองจันทบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี เข้าประชุมร่วมกัน ตั้งเป็นชุดคลี่คลายคดี ในการเร่งติดตาม คนร้ายที่ก่อเหตุใช้ก๊าซตัดตู้เอทีเอ็มกลางเมืองจันทบุรี จุดเกิดเหตุหน้าเทศบาลตำบลพลับพลานารายณ์ หมู่ 14 ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอเมือง

ทั้งนี้ ภายในตู้มีเงิน 4 ล้านบาท แต่คนร้ายไม่สามารถที่จะใช้ก๊าซตัดตู้เข้าไปเอาเงินสดภายในได้ รวมทั้งบริเวณจุดเกิดเหตุยังติดกับถนนใหญ่ สายจันทบุรี-ตราด ขาเข้าเมืองอยู่ติดร้านขายกล่องพัสดุกล่องกระดาษ และมีรถวิ่งพลุกพล่าน ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถฟันธงได้ว่า คนร้ายที่ก่อเหตุเป็นคนในหรือไม่ โดยจะต้องรอการเก็บหลักฐานเพิ่มเติมรวมทั้งเรียกเจ้าหน้าที่ธนาคาร และเจ้าหน้าที่ที่นำเงินมาใส่ตู้มาทำการสอบสวนเพิ่มเติมก่อน และจากการตรวจสอบยังจุดเกิดเหตุโดยละเอียด พบว่าคนร้ายที่ก่อเหตุไม่น่าจะเป็นมืออาชีพ เพราะไม่มีความชำนาญในการก่อเหตุ จึงทำให้คนร้ายไม่สามารถที่จะได้เงินสดไปได้แม้แต่บาทเดียว

ภาพสยอง! จยย.หิ้วน้ำมันฝ่าไฟแดง ชนท้าย 6 ล้อไฟลุกพรึ่บ

ภาพสยอง! จยย.หิ้วน้ำมันฝ่าไฟแดง ชนท้าย 6 ล้อไฟลุกพรึ่บ

อุบัติเหตุสยดสยอง สองหนุ่มใหญ่ขี่จักรยานยนต์ หิ้วถังน้ำมันฝ่าไฟแดง เฉี่ยวชนท้ายรถ 6 ล้อ ไฟลุกไหม้ร่างกลางแยก-ดับอนาถ

(7 ส.ค.) ร.ต.อ.ภัทระ จาวใจเด็ด รอง สว.(สอบสวน) สภ.ปากคาด จ.บึงกาฬ ได้รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับรถ 6 ล้อ บริเวณสามแยกไฟแดง ทางออกไป จ.หนองคายและ เหตุดังกล่าวทำให้เกิดไฟลุกไม้รถจักรยานยนต์และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย จึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.อารัก มะสาธานัง ผกก.ตำรวจชุดสายตรวจและทหาร กกล.รส.ปากคาด

ที่เกิดเหตุกลางสามแยกไฟแดง พบไฟกำลังลุกไหม้ร่างชาย 2 คนร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด พร้อมรถจักรยานยนต์ 1 คัน โดยมีผู้เห็นเหตุการณ์และชาวบ้านที่มีบ้านเรือนอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ช่วยกันนำน้ำมาดับใช้เวลาประมาณ 15 นาที จึงดับไฟได้สนิท

จากการตรวจสอบพบผู้เสียชีวิต 1 คน ทราบชื่อคือ นายอำนาจ อายุ 49 ปี เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ ถูกไฟคลอกดำเป็นตอตะโก ส่วนผู้บาดเจ็บอีกคนถูกไฟไหม้เช่นกัน ทราบชื่อ นายเวียงทองอายู 50 ปีส่วนรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ทะเบียน 1 กก 6909 บึงกาฬ ถูกไหม้เสียหายทั้งคัน ใกล้กันพบรถยนต์ 6 ล้อยี่ห้อฮีโน่สีขาว ทะเบียน 80-0078 บึงกาฬ จอดอยู่ นายคำตัน อายุ 65 ปี คนขับคู่กรณียืนรอเจ้าหน้าที่อยู่

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายคำตัน ได้ขับรถ 6 ล้อกลับมาจากการไปส่งยางก้อนถ้วนที่โรงงานไทยอิสเทิร์น เมื่อขับถึงสามแยกแถวโรงงานผลิตเจลว่านหางจระเข้ เป็นช่วงไฟเขียว กำลังจะเลี้ยวขวาเข้าตัวเมืองปากคาด ขณะที่รถจักรยานยนต์ออกมาจากทางตัวเมืองปากคาด ขับฝ่าไฟแดง พร้อมกับถือถังน้ำมันติดมือมาด้วย เมื่อชนเข้าข้างรถ 6 ล้อตรงที่มีแบตเตอรี่อยู่พอดี ทำให้เกิดประกายไฟลุกไหม้ทั้งรถทั้งคนจนเสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว

นายกฯสื่ออุทัยฯประณามนพ.เปรมศักดิ์ปมคุกคาม

นายกฯสื่ออุทัยฯประณามนพ.เปรมศักดิ์ปมคุกคาม

 

INN News

สนับสนุนเนื้อหา

นายกสมาคมสื่อมวลชนอุทัยธานี ประณาม นพ.เปรมศักดิ์ ปมคุกคามนักข่าวนายนฤพล เหลืองพฤกษชาติ นายกสมาคมสื่อมวลชนอุทัยธานี เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ในฐานะสมาคมสื่อมวลชนอุทัยธานี ขอประณามการกระทำของ ดร.นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองบ้านไผ่ ผู้บริหารธุรกิจผลิตกล่องไปรษณีย์ราคาถูก จังหวัดขอนแก่น และอยากบอกว่าสื่อคุกคาม สื่อทุกคนมีจรรยาบรรณ มีความรับผิดชอบ โดยตัวของนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองบ้านไผ่ เรียนจบถึงระดับ ดร. จึงอยากถามว่าสิ่งที่ทำอยู่ขณะนี้คืออะไร หรือเป็นการคิดว่าจะเอาความไม่ดีมาแลกกับความดี ซึ่งสิ่งที่ นพ.เปรมศักดิ์ ทำอยู่ตอนนี้ คือ การคุกคามสื่ออย่างหนัก ซึ่งสื่อมวลชนทุกคนทั่วประเทศไม่เห็นด้วย พร้อมขอให้หยุดคุกคามสื่อตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

น.1เชื่อจับโจรชิงเงินธ.กสิกรม.เกษตรฯเร็วนี้

น.1เชื่อจับโจรชิงเงินธ.กสิกรม.เกษตรฯเร็วนี้

 

INN News

สนับสนุนเนื้อหา

‘พล.ต.ท.ศานิตย์’ เร่งล่าคนร้ายชิงเงิน ธนาคารกสิกร ม.เกษตรฯ จ่อออกหมายจับ เชื่อได้ตัวเร็ว ๆ นี้ ส่วนคนร้าย ยกเค้าบ้านผู้ว่าฯ ระยอง เร่งตรวจสอบ เชื่อทำเป็นขบวนการพล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงกรณีคนร้ายบุกเดี่ยวชิงเงินสด จำนวน 63,600 บาท ของธนาคารกสิกรไทย สาขามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ก่อนหลบหนีไปแถวโรงงานกล่องพัสดุเมื่อวานที่ผ่านมาว่า ล่าสุดตำรวจมีเบาะแสและข้อมูลของคนร้ายที่ก่อเหตุ โดยเบื้องต้นทราบว่า คนร้ายมีอายุไม่เกิน 35 ปี ใช้รถจักรยานยนต์ ตระเวนดูลาดเลา และเส้นทางการหลบหนีก่อนก่อเหตุ โดยเชื่อว่าเป็นมืออาชีพที่เคยก่อเหตุมาแล้ว ตำรวจจึงเตรียมขอศาลออกหมายจับ และคาดว่าจะสามารถจับกุมตัวมาดำเนินคดีได้ในเร็ววันนี้ด้วย

ส่วนแนวทางการป้องกัน ได้สั่งการไปยังตำรวจทุกพื้นที่ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ให้ขอความร่วมมือไปยังสถานประกอบการ อาทิ ธนาคาร โรงรับจำนำ ร้านทอง เพื่อเฝ้าระวังหาแนวทางป้องกัน และให้ข้อมูลเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ ส่วนกรณีที่คนร้ายก่อเหตุชิงทรัพย์บ้านผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล 3 นั้น ตนได้รับรายงานแล้ว โดยอยู่ระหว่างตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐาน โดยเชื่อว่าการก่อเหตุในครั้งนี้น่าจะทำเป็นขบวนการ และมีการลงมือมากกว่า 1 คน

สั่งเลย