รปภ.หื่นบุกห้อง-ปลุกปล้ำนักศึกษาสาว เพื่อนแค้นไล่ล่าทั่วตึก

รปภ.หื่นบุกห้อง-ปลุกปล้ำนักศึกษาสาว เพื่อนแค้นไล่ล่าทั่วตึก

 

แชร์เตือนภัย รปภ.ไว้ใจไม่ได้ บุกขึ้นหอพักหญิงแถวบริษัทรับจัดหาเครื่องปั๊มไดคัทจากต่างประเทศ เข้าห้องนักศึกษา-หวังปลุกปล้ำ เพื่อนรู้เรื่องตามล่าไปทั่ว สุดท้ายหนีรอดไปได้

(25 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์กำลังให้ความสนใจเรื่องราวเตือนภัยที่หอพักแห่งหนึ่ง หลังมีนักศึกษาสาวได้โพสต์แชร์ในเฟซบุ๊ก กลายเป็นอุทาหรณ์และบทเรียนที่เตือนใจ ทำให้เห็นว่าสังคมนี้ไว้ใจใครไม่ได้เลย แม้กระทั่งผู้ที่ได้ชื่อว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของที่พัก

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อคุณ Jeranun Into ได้โพสต์แชร์เรื่องดังกล่าวไว้เมื่อวานนี้ (24 ส.ค.) ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเพื่อนนักศึกษาสาวคนหนึ่ง เหตุเกิดตอนเวลาประมาณ 02.00 น. กว่าๆ ที่หอพักหญิงแห่งหนึ่ง ใกล้กับมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง นักศึกษาที่เพิ่งกลับมาจากไปเที่ยวกลางคืน แฟนหนุ่มได้พาไปส่งที่หอพัก

แต่ปรากฏว่า รปภ.ของหอพักได้ไล่และห้าม เพราะไม่อนุญาตให้ผู้ชายเข้ามาในหอพักหญิง กระทั่งต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไป รปภ.คนดังกล่าวได้ฉวยจังหวะบุกเข้าไปในห้องนักศึกษาสาว พยายามจะปลุกปล้ำ แต่ก็ขัดขืนหนีรอดออกมาได้ แล้วโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือกับกลุ่มเพื่อน

ต่อมากลุ่มเพื่อนๆ ของนักศึกษาสาว ทั้งชายหญิงนับสิบคนได้มาปิดล้อมที่หอพักดังกล่าว เพราะเชื่อว่า รปภ.ที่พยายามก่อเหตุนั้นยังคงหลบอยู่ จนกระทั่งพบเห็นว่า รปภ.คนนี้กำลังจะวิ่งหลบหนีไป เพื่อนๆ จึงได้ช่วยกันวิ่งไล่ตาม มีเพื่อนหญิงคนหนึ่งตัดสินใจกระโดดถีบประตูกระจกแตก ทำให้ขาถูกกระจกบาด เพราะจะไล่ตาม รปภ.ผู้ก่อเหตุให้ทัน

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดเหตุ รปภ.คนดังกล่าวได้หลบหนีไป ปีนกำแพงและเข้าไปในป่าหญ้าข้างทาง มีเพียงรองเท้าที่หลุดทิ้งไว้ 1 ข้าง เพื่อนๆ นักศึกษาเชื่อว่า รปภ.คนนี้น่าจะเป็นผู้ทำผิดจริงๆ เพราะหากบริสุทธิ์ใจก็ไม่ควรวิ่งหลบหนีไปเช่นนี้ ทั้งนี้ได้แจ้งความดำเนินคดีกับเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว

ภายหลังจากกรณีดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก หลายคนรู้สึกเป็นกังวลกับมาตรฐานของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในปัจจุบัน ที่แทบจะไม่ต้องมีทักษะพื้นฐานใดๆ เป็นแค่คนรับจ้างดูแลความเรียบร้อยเท่านั้น และบางครั้งก็รู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ อันตรายสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา

ตร.จันทบุรีประชุมเร่งล่าโจรกระจอกงัดATM

ตร.จันทบุรีประชุมเร่งล่าโจรกระจอกงัดATM

 

INN News

สนับสนุนเนื้อหา

ตำรวจจันทบุรี เรียกประชุมชุดคลี่คลายคดีเร่งติดตามคนร้ายใช้ก๊าซตัดตู้เอทีเอ็มกลางเมือง แม้ขโมยไม่ได้สักบาทที่ห้องประชุมสถานีตำรวจภูธรเมืองจันทบุรี พ.ต.อ.มานะ อินพิทักษ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี พ.ต.อ.สุเทพ บุญค้ำ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองจันทบุรี ได้เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองจันทบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี เข้าประชุมร่วมกัน ตั้งเป็นชุดคลี่คลายคดี ในการเร่งติดตาม คนร้ายที่ก่อเหตุใช้ก๊าซตัดตู้เอทีเอ็มกลางเมืองจันทบุรี จุดเกิดเหตุหน้าเทศบาลตำบลพลับพลานารายณ์ หมู่ 14 ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอเมือง

ทั้งนี้ ภายในตู้มีเงิน 4 ล้านบาท แต่คนร้ายไม่สามารถที่จะใช้ก๊าซตัดตู้เข้าไปเอาเงินสดภายในได้ รวมทั้งบริเวณจุดเกิดเหตุยังติดกับถนนใหญ่ สายจันทบุรี-ตราด ขาเข้าเมืองอยู่ติดร้านขายกล่องพัสดุกล่องกระดาษ และมีรถวิ่งพลุกพล่าน ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถฟันธงได้ว่า คนร้ายที่ก่อเหตุเป็นคนในหรือไม่ โดยจะต้องรอการเก็บหลักฐานเพิ่มเติมรวมทั้งเรียกเจ้าหน้าที่ธนาคาร และเจ้าหน้าที่ที่นำเงินมาใส่ตู้มาทำการสอบสวนเพิ่มเติมก่อน และจากการตรวจสอบยังจุดเกิดเหตุโดยละเอียด พบว่าคนร้ายที่ก่อเหตุไม่น่าจะเป็นมืออาชีพ เพราะไม่มีความชำนาญในการก่อเหตุ จึงทำให้คนร้ายไม่สามารถที่จะได้เงินสดไปได้แม้แต่บาทเดียว

ภาพสยอง! จยย.หิ้วน้ำมันฝ่าไฟแดง ชนท้าย 6 ล้อไฟลุกพรึ่บ

ภาพสยอง! จยย.หิ้วน้ำมันฝ่าไฟแดง ชนท้าย 6 ล้อไฟลุกพรึ่บ

อุบัติเหตุสยดสยอง สองหนุ่มใหญ่ขี่จักรยานยนต์ หิ้วถังน้ำมันฝ่าไฟแดง เฉี่ยวชนท้ายรถ 6 ล้อ ไฟลุกไหม้ร่างกลางแยก-ดับอนาถ

(7 ส.ค.) ร.ต.อ.ภัทระ จาวใจเด็ด รอง สว.(สอบสวน) สภ.ปากคาด จ.บึงกาฬ ได้รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับรถ 6 ล้อ บริเวณสามแยกไฟแดง ทางออกไป จ.หนองคายและ เหตุดังกล่าวทำให้เกิดไฟลุกไม้รถจักรยานยนต์และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย จึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.อารัก มะสาธานัง ผกก.ตำรวจชุดสายตรวจและทหาร กกล.รส.ปากคาด

ที่เกิดเหตุกลางสามแยกไฟแดง พบไฟกำลังลุกไหม้ร่างชาย 2 คนร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด พร้อมรถจักรยานยนต์ 1 คัน โดยมีผู้เห็นเหตุการณ์และชาวบ้านที่มีบ้านเรือนอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ช่วยกันนำน้ำมาดับใช้เวลาประมาณ 15 นาที จึงดับไฟได้สนิท

จากการตรวจสอบพบผู้เสียชีวิต 1 คน ทราบชื่อคือ นายอำนาจ อายุ 49 ปี เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ ถูกไฟคลอกดำเป็นตอตะโก ส่วนผู้บาดเจ็บอีกคนถูกไฟไหม้เช่นกัน ทราบชื่อ นายเวียงทองอายู 50 ปีส่วนรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ทะเบียน 1 กก 6909 บึงกาฬ ถูกไหม้เสียหายทั้งคัน ใกล้กันพบรถยนต์ 6 ล้อยี่ห้อฮีโน่สีขาว ทะเบียน 80-0078 บึงกาฬ จอดอยู่ นายคำตัน อายุ 65 ปี คนขับคู่กรณียืนรอเจ้าหน้าที่อยู่

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายคำตัน ได้ขับรถ 6 ล้อกลับมาจากการไปส่งยางก้อนถ้วนที่โรงงานไทยอิสเทิร์น เมื่อขับถึงสามแยกแถวโรงงานผลิตเจลว่านหางจระเข้ เป็นช่วงไฟเขียว กำลังจะเลี้ยวขวาเข้าตัวเมืองปากคาด ขณะที่รถจักรยานยนต์ออกมาจากทางตัวเมืองปากคาด ขับฝ่าไฟแดง พร้อมกับถือถังน้ำมันติดมือมาด้วย เมื่อชนเข้าข้างรถ 6 ล้อตรงที่มีแบตเตอรี่อยู่พอดี ทำให้เกิดประกายไฟลุกไหม้ทั้งรถทั้งคนจนเสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว

นายกฯสื่ออุทัยฯประณามนพ.เปรมศักดิ์ปมคุกคาม

นายกฯสื่ออุทัยฯประณามนพ.เปรมศักดิ์ปมคุกคาม

 

INN News

สนับสนุนเนื้อหา

นายกสมาคมสื่อมวลชนอุทัยธานี ประณาม นพ.เปรมศักดิ์ ปมคุกคามนักข่าวนายนฤพล เหลืองพฤกษชาติ นายกสมาคมสื่อมวลชนอุทัยธานี เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ในฐานะสมาคมสื่อมวลชนอุทัยธานี ขอประณามการกระทำของ ดร.นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองบ้านไผ่ ผู้บริหารธุรกิจผลิตกล่องไปรษณีย์ราคาถูก จังหวัดขอนแก่น และอยากบอกว่าสื่อคุกคาม สื่อทุกคนมีจรรยาบรรณ มีความรับผิดชอบ โดยตัวของนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองบ้านไผ่ เรียนจบถึงระดับ ดร. จึงอยากถามว่าสิ่งที่ทำอยู่ขณะนี้คืออะไร หรือเป็นการคิดว่าจะเอาความไม่ดีมาแลกกับความดี ซึ่งสิ่งที่ นพ.เปรมศักดิ์ ทำอยู่ตอนนี้ คือ การคุกคามสื่ออย่างหนัก ซึ่งสื่อมวลชนทุกคนทั่วประเทศไม่เห็นด้วย พร้อมขอให้หยุดคุกคามสื่อตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

น.1เชื่อจับโจรชิงเงินธ.กสิกรม.เกษตรฯเร็วนี้

น.1เชื่อจับโจรชิงเงินธ.กสิกรม.เกษตรฯเร็วนี้

 

INN News

สนับสนุนเนื้อหา

‘พล.ต.ท.ศานิตย์’ เร่งล่าคนร้ายชิงเงิน ธนาคารกสิกร ม.เกษตรฯ จ่อออกหมายจับ เชื่อได้ตัวเร็ว ๆ นี้ ส่วนคนร้าย ยกเค้าบ้านผู้ว่าฯ ระยอง เร่งตรวจสอบ เชื่อทำเป็นขบวนการพล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงกรณีคนร้ายบุกเดี่ยวชิงเงินสด จำนวน 63,600 บาท ของธนาคารกสิกรไทย สาขามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ก่อนหลบหนีไปแถวโรงงานกล่องพัสดุเมื่อวานที่ผ่านมาว่า ล่าสุดตำรวจมีเบาะแสและข้อมูลของคนร้ายที่ก่อเหตุ โดยเบื้องต้นทราบว่า คนร้ายมีอายุไม่เกิน 35 ปี ใช้รถจักรยานยนต์ ตระเวนดูลาดเลา และเส้นทางการหลบหนีก่อนก่อเหตุ โดยเชื่อว่าเป็นมืออาชีพที่เคยก่อเหตุมาแล้ว ตำรวจจึงเตรียมขอศาลออกหมายจับ และคาดว่าจะสามารถจับกุมตัวมาดำเนินคดีได้ในเร็ววันนี้ด้วย

ส่วนแนวทางการป้องกัน ได้สั่งการไปยังตำรวจทุกพื้นที่ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ให้ขอความร่วมมือไปยังสถานประกอบการ อาทิ ธนาคาร โรงรับจำนำ ร้านทอง เพื่อเฝ้าระวังหาแนวทางป้องกัน และให้ข้อมูลเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ ส่วนกรณีที่คนร้ายก่อเหตุชิงทรัพย์บ้านผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล 3 นั้น ตนได้รับรายงานแล้ว โดยอยู่ระหว่างตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐาน โดยเชื่อว่าการก่อเหตุในครั้งนี้น่าจะทำเป็นขบวนการ และมีการลงมือมากกว่า 1 คน

ยังไม่ทันลงดิน…เพลิงไหม้เสาไฟฟ้าริมถนน ลามติดสายไฟสุดระทึก

ภาพนาทีระทึก เกิดเพลิงไหม้สายไฟฟ้าบริเวณเสาไฟฟ้าถนนเลี่ยงเมืองปากเกร็ด เกือบลุกลามติดบ้านเรือนและร้านขายกล่องไปรษณีย์บริเวณใกล้เคียง

(9 ก.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ขณะที่นายสมบูรณ์ สุนทรชัย เจ้าหน้าที่อาสากู้ภัยมูลนิธิ มิราเคิล ออฟไลท์ ขับรถผ่านบริเวณแยกสหกรณ์ 3 ถนนเลี่ยงเมืองปากเกร็ด ซ.13 ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มีเพลิงกำลังลุกไหม้สายไฟฟ้าจำนวนมากที่เสาไฟฟ้า 2 ต้น อย่างรุนแรงจนแสงเพลิงแดงฉาน

จึงรีบวิทยุแจ้งเหตุไปที่ สภ.ปากเกร็ด ก่อนจะแจ้งไปยังเทศบาลนครปากเกร็ด จากนั้นรถน้ำดับเพลิงจำนวน 2 คัน จากเทศบาลได้รุดมาทำการฉีดน้ำสกัดเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้อยู่นานราว 30 นาทีจึงสงบ ก่อนที่จะประสานไปยังการไฟฟ้านครหลวง ส่วนภูมิภาค ส่งเจ้าหน้าที่มาทำการซ่อมแซมตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกไหม้ลุกลามเข้าไปในตึกแถวย่านนี้ขึ้นมาอีก

ทั้งนี้เมื่อสองอาทิตย์ก่อนทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายกำลังเร่งเก็บสายไฟฟ้าเกกะริมถนนจำนวนมากเพื่อจัดให้เป็นระเบียบและนำลงใต้ดิน หลังถูกนายบิลล์ เกตส์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกออกมาเซสบุ๊กส่วนตัวตำหนิหลายๆประเทศรวมทั้งประเทศไทยว่า มีสายไฟฟ้าจำนวนมากที่เกะกะบดบังทัศนีย์ภาพของสถานที่ และยังเสี่ยงไม่ปลอดภัย จน พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องสั่งการลงมาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ แต่แล้วในวันนี้ก็เกิดเหตุไฟลุกไหม้สายไฟฟ้าดังกล่าวขึ้นมาจนได้โชคดีที่ยังดับทันไม่งั้นอาจลุกลามเข้าไปในตึกแถวที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้

เก๋งชนรถตู้รับส่งนักเรียนที่กาญจน์ดับ1เจ็บอื้อ

708445

ระทึก! เกิดเหตุรถเก๋งกลับจากซื้อกล่องพัสดุไปรษณีย์ชนกับรถตู้รับส่งนักเรียนที่ จ.กาญจนบุรี บาดเจ็บ 21 สาหัส 4 ส่ง รพ.  ล่าสุดเสียชีวิต 1 ราย เหตุถนนลื่น เก๋งยางแตก

ได้รับรายงานว่าเกิดเหตุรถเก๋งชนกับรถตู้รับส่งนักเรียน เบื้องต้นจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณหน้าตลาดต้นไม้ ถนนบายพาส หมู่ 5 ต.ท่ามะขาม อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ซึ่งอุบัติเหตุครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 21 ราย สาหัส 4 ราย และติดอยู่ภายในรถต้องใช้อุปกรณ์ตัดถ่างทั้งรถตู้และรถเก๋ง ภายในรถตู้ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนโรงเรียนดารุณากาญจนบุรี ขณะนี้ ทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลพหลฯ เรียบร้อยแล้ว

 

คืบเก๋งชนรถตู้รับส่งน.ร.ที่กาญจน์ล่าสุดดับ1

คืบหน้า กรณีรถเก๋งชนกับรถตู้รับส่งนักเรียน ถนนบายพาส หมู่ 5 ต.ท่ามะขาม อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เป็นรถตู้รับส่งนักเรียนสีเขียวอ่อน ทะเบียน นข 2176 กาญจนบุรี และรถเก๋งยี่ห้อมิมิตซูบิชิ สีบรอนซ์ ทะเบียน ขย 4445 กทม. ล่าสุด ยอดผู้บาดเจ็บทั้งหมด 20 ราย เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งเป็นคนขับรถเก๋ง และสาหัส 1 ราย ยังอยู่ในห้องไอซียู เป็นผู้โดยสารที่มากับรถเก๋งส่วนผู้บาดเจ็บที่เหลือนั้น หมอได้ให้กลับบ้านได้บางส่วนแล้ว ซึ่งสาเหตุเกิดจากฝนตก ถนนลื่น โดยรถเก๋งยางแตกทำให้ชนเข้ากับรถตู้รับส่งนักเรียนจนเกิดเหตุดังกล่าว

รวบโจ๋วัย17ค้ากัญชาผ่านเฟซบุ๊กส่งทั่วไทย

รวบโจ๋วัย17ปีตั้งตัวเป็นพ่อค้ายาเสพติดขายกัญชาผ่านเฟซบุ๊กส่งผ่านทางพัสดุทั่วไทย

วันนี้ (29ก.ค.58) นายอดิศักดิ์  เทพอาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม  ได้แถลงการผลการจับกุมเยาวชนชาย อายุ 17 ปี  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครพนม พร้อมของกลาง กัญชาอัดแท่งรวม 10 กิโลกรัม

ทั้งนี้ ก่อนการจับกุมหน่วยงานฝ่ายปกครองอำเภอท่าอุเทน  สืบทราบว่า มีกลุ่มวัยรุ่นค้ายาเสพติดผ่านทางเฟซบุ๊ค  จึงวางแผนสืบสวนตามแกะรอยมานานหลายเดือน จนทราบว่า จะว่ามีการนำยาเสพติดส่งให้ลูกค้าทางพัสดุไปรษณีย์  จึงวางแผนเข้าจับกุม โดยพบเยาวชนอายุ 17 ปี  นำกัญชาใส่กล่องพัสดุราคาถูก ไปส่งที่สำนักงานไปรษณีย์อำเภอท่าอุเทน จากนั้นยังได้เข้าตรวจสอบห้องพักของผู้ต้องหา พบหลักฐานในคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ที่มีการสนทนาติดต่อซื้อขายกัญชาผ่านทางกล่องข้อความ  รวมถึงหลักฐานการวางเงินมัดจำสินค้า

ด้าน ผู้ว่าฯนครพนม กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นการค้ากัญชารูปแบบใหม่  แต่ที่น่าเป็นห่วงคือเยาวชนอายุแค่ 17 ปี ที่กำลังศึกษาระดับมัธยมศึกษากลับตั้งตนเป็นพ่อค้ายาเสพติด  และยังสารภาพว่าทำมาแล้วหลายครั้ง  โดยมีการส่งทางไปรษณีย์ถึง 20 ครั้ง  ส่วนเงินที่ได้ก็จะนำไปเที่ยวเตร่   ซึ่งหลังจากนี้จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์  ให้ตรวจสอบพัสดุที่จะส่งให้เข้มงวดขึ้น รวมถึงการขนส่งทางรถโดยสารประจำทางและจะขยายผลจับกุมขบวนการเหล่านี้เพิ่มเติม

ขณะที่นายกิตติธน  ธนกรศิริกุล  หัวหน้าไปรษณีย์ จังหวัดนครพนม ได้ชี้แจงว่า ปกติการรับส่งพัสดุ จะมีการตรวจสอบสิ่งของผิดกฎหมาย หรือวัตถุอันตรายอยู่แล้ว  โดยหากมีการฝากส่งพัสดุ น้ำหนัก 20 กิโลกรัมขึ้นไป จะมีการขอข้อมูลเลขบัตรประชาชน 13 หลักของผู้ส่ง ซึ่งหากตรวจสอบพบว่าเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย ก็จะทำให้ง่ายในติดตามตัวผู้ส่ง  แต่ยอมรับว่าไม่สามารถตรวจสอบได้ 100 เปอร์เซนต์  อาจมีรอดสายตาไปบ้าง เพราะขบวนการค้ายาเสพติดพยายามฉวยโอกาสในทุกรูปแบบ  ซึ่งจะกำชับเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้น

ตร.ด่านซ้ายรวบสาวรุ่นรับยาบ้าพัสดุ EMS

ตร.ด่านซ้ายรวบสาวรุ่นรับยาบ้าพัสดุ EMS

รวบสาวรุ่นรับยาบ้าพัสดุ EMS เครือข่ายยาบ้าเรือนจำจังหวัดเลย สารภาพได้ค่าจ้าง 5 หมื่น

พ.ต.อ.บุณยสิทธิ์ รอดชะพรหม ผกก.3 บก.ปส.3 บช.ปส. และ จนท.กก.บก.ปส.2 บช.ปส. ประสานมายัง พ.ต.อ.ยุทธวัฒน์ โชคชัย ผกก.สภ.ด่านซ้าย จ.เลย ทพ.2107 ตชด.247 ฝ่ายปกครอง อ.ด่านซ้าย ชุดสืบสวน สภ.ด่านซ้าย ว่าได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า มีการส่งยาบ้าทางกล่องพัสดุอีเอ็มเอส จาก จ.เชียงราย มายังไปรษณีย์ อ.ด่านซ้าย จ.เลย จะมีพ่อค้ายาบ้ามารับของที่ไปรษณีย์ จึงได้ร่วมกันบูรณาการวางแผน จนกระทั่งพบหญิงสาววัยรุ่น เดินเข้ามาขอรับพัสดุจากเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ เมื่อได้รับพัสดุแล้ว เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวควบคุมตัวพร้อมกล่องพัสดุ ทราบชื่อ นางสาวลลิตา อายุ 23 ปี ที่อยู่ อ.ด่านซ้าย จ.เลย นำตัวมาสอบที่ สภ.ด่านซ้าย พร้อมเปิดกล่องพัสดุต่อหน้า นางสาวลลิตา พบยาบ้าจำนวน 10 ถุง รวม 2,000 เม็ด โดย นางสาวลลิตา รับสารภาพว่า มีนักโทษชายคดียาบ้าอยู่จำในเรือนจำ จ.เลย ที่รู้จักกันชวนให้ส่งยาบ้า ได้ค่าจ้างครั้งละ 50,000 บาท โดยให้เขียนชื่อลูกค้ายาบ้า ส่งต่อไปอีกทอดที่ จ.สุรินทร์ เพิ่งทำครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่มาโดนจับกุมเสียก่อน แต่ เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ คาดว่า นางสาวลลิตา น่าจะทำมาหลายครั้งแล้ว เจ้าหน้าที่ได้นำตัวพร้อมของกลางส่ง พงส.สภ.ด่านซ้าย ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เจออีก ‘สติกเกอร์ส่วย’ ย่านเยาวราชรูปลูกเต๋า ท้องที่ยันไม่เกี่ยวข้อง

โผล่อีกสติกเกอร์ส่วยต่างด้าว ใช้สัญลักษณ์ “ลูกเต๋าและกล่องไปรษณีย์ราคาถูก” เคลียร์พื้นที่ค้าขายย่านเยาวราช 3 พ่อค้าเมียนมาขายนมถั่วเหลืองควักโชว์หราบอกเถ้าแก่ให้พกกันตำรวจจับ ด้านชุดจับกุม กระทรวงแรงงาน ยันจับทีไรเจอทุกครั้งทั้งใน กทม.และ ตจว. แต่ไม่รู้ของจริงหรือแค่ข้ออ้าง ขณะที่ตร.สน.พลับพลาไชย 2 ยันกวดขันจับกุมมาตลอด ไม่เคยเห็นสติกเกอร์ส่วย

หลัง “ไทยรัฐ” นำเสนอข่าวเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานออกกวดขันตรวจจับกุมแรงงานต่างด้าวลักลอบทำงานแย่งอาชีพคนไทย ทั้งขายน้ำ ขายผลไม้รถเข็น ฯลฯ แล้วเจอแรงงานต่างด้าวโชว์สติกเกอร์โดราเอม่อน โดยอ้างจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่แล้วนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 พ.ค. นายชัยทัต ณ นคร นักวิชาการแรงงานชำนาญการ กองตรวจและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน นำกำลังเจ้าหน้าที่กองตรวจฯ ออกตรวจจับคนต่างด้าวลักลอบทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตในย่านเยาวราช หลังได้รับแจ้งว่ามีชาวต่างด้าวสัญชาติเวียดนาม กัมพูชา เมียนมา และลาว ลักลอบค้าขายแย่งอาชีพคนไทย จากการเข้าตรวจบนถนนเยาวพานิชย์ ได้ควบคุมตัวนายลอง วง อายุ 60 ปี สัญชาติกัมพูชา ขายลูกชิ้นทอด นายซาย ทุน อายุ 26 ปี และนายอ่อง อายุ 19 ปี สัญชาติเมียนมา เข็นรถเข็นขายนมถั่วเหลืองยี่ห้อโตมิวค์ และควบคุมตัวนายโจ เย ออง อายุ 19 ปี ชาวเมียนมา ขณะเร่ขายนมถั่วเหลืองยี่ห้อเดียวกัน อยู่ถนนเยาวราชซอย 11 รวม 4 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขณะเจ้าหน้าที่เข้าคุมตัว 3 พ่อค้าชาวเมียนมา ต่างก็นำสติกเกอร์ขนาดเล็กเป็นรูป “ลูกเต๋า” สีส้ม ที่พกติดตัวออกมาแสดงพร้อมบอกว่าเถ้าแก่ให้พกเอาไว้ให้ตำรวจดูเวลาถูกตรวจจะไม่ถูกจับ ก่อนถูกนำตัวส่ง สน.พลับพลาไชย 2 ดำเนินคดี ตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 51 เป็นคนต่างด้าวลักลอบทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับตั้งแต่ 2 พันถึง 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ก่อนส่งกลับประเทศต้นทาง

ทั้งนี้ นายโจ เย ออง อายุ 19 ปี ชาวเมียนมา พูดไทยได้ชัดถ้อยชัดคำบอกว่า เข้ามาทำงานในเมืองไทยนาน 3 ปี ก่อนหน้านี้ทำงานเป็นช่างสีในย่านบางนา ได้ค่าจ้างวันละ 350 บาท แต่ถูกนายจ้างยึดใบอนุญาตทำงานไว้ เพิ่งจะออกมาทำงานขายน้ำนมถั่วเหลืองที่เยาวราชได้แค่ 1 เดือน โดยจะออกเข็นรถขายตั้งแต่ 7โมงเช้าจนถึง 1 ทุ่ม ได้ค่าจ้างวันละ 500 บาท ถือว่ารายได้ดี ยิ่งขยันยิ่งได้มาก นอกจากตนยังมีชาวเมียนมาและคนสัญชาติอื่นขายอีก 7-8 คน โดยนายจ้างจะให้ทุกคนพกสติกเกอร์รูปลูกเต๋าติดตัวไว้ และบอกว่าให้เก็บเอาไว้แสดงเมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับ ตนมาขายใหม่ยังไม่เคยถูกจับมาก่อน ส่วนคนอื่นเคยถูกตรวจ แต่ไม่ถูกจับเหมือนครั้งนี้

ด้านนายชัยทัตกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ออกตรวจจับคนต่างด้าวที่เข้ามาลักลอบทำงานอย่างต่อเนื่อง และพบสติกเกอร์ที่คนต่างด้าวนำขึ้นมาแสดงแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยจะอ้างว่าพกติดตัวไว้เพื่อแสดงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อถูกจับ ส่วนจะเป็นเรื่องจริงหรือแค่กล่าวอ้างนั้นจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง กรมการจัดหางานจะนำตัวส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พื้นที่เกิดเหตุ ดำเนินคดีเอาผิดเฉพาะในส่วนของเป็นคนต่างด้าวลักลอบทำ งานโดยไม่ได้รับอนุญาต และส่งกลับประเทศต้นทาง ส่วนเรื่องสติกเกอร์ส่วยที่คนต่างด้าวให้ข้อมูลพาดพิงไปถึงหน่วยงานไหนปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการไปตามข้อมูล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานนำตัว 4 ต่างด้าว พร้อมรถเข็นขายของ 4 คัน ไปดำเนินคดีที่ สน.พลับพลาชัย 2 พร้อมมีการให้ข้อมูลเรื่องสติกเกอร์ส่วยที่พ่อค้าชาวต่างด้าวกล่าวอ้าง ฝ่ายสืบสวน สน.พลับพลาชัย 2 ได้สอบถามข้อมูลพื้นที่จับกุมที่ชัดเจนเพราะอยู่ในเขตคาบเกี่ยวกับ สน.จักรวรรดิ โดยได้บอกกับเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานว่า ที่ผ่านมาได้เข้มงวดตรวจจับมาตลอด เพราะเป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้จัดการเรื่องการจราจรบนถนนเยาวราชและคนต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย มีการระดมกำลังกวาดล้าง ส่วนเรื่องสติกเกอร์ส่วยนั้นยืนยันว่าไม่เคยเห็น และไม่เกี่ยวข้อง อาจเป็นแค่การกล่าวอ้าง

นอกจากนี้ วันเดียวกัน นายศิริวัฒน์ ราชสีห์ นักวิชาการแรงงานชำนาญการ กรมการจัดหางานนำเจ้าหน้าที่กองตรวจและคุ้มครองคนหางาน และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 10 เข้าตรวจจับคนต่างด้าวลักลอบทำงาน ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง เขตลาดกระบัง และเจอชาวกัมพูชา 2 คน ชื่อนายโชรูด วานา อายุ 27 ปี และ น.ส.ชิลา เซ้ง อายุ 30 ปี ขณะขายอาหารตามสั่งอยู่ในศูนย์อาหารสโมสร เขตส่งออก 1 จึงขอตรวจสอบแล้วพบว่า คนแรกใบอนุญาตทำงานหมดอายุตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่แรงงานอีกคน ระบุประเภทการทำงานกรรมกรเย็บผ้า แต่มาขายอาหารตามสั่ง ซึ่งเป็นอาชีพที่ไม่อนุญาตให้คนข้ามชาติทำ จึงนำตัวมาดำเนินคดีที่ สน.ฉลองกรุง ข้อหาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่ทำงานตามประเภท หรือลักษณะงานที่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาต

ทั้งนี้แรงงานชาวกัมพูชาทั้ง 2 คน ระบุว่า นายจ้างชื่อนางทิพย์ ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งกองตรวจและคุ้มครองคนหางาน ได้แจ้งความดำเนินคดีกับนายจ้าง ในความผิดรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน และรับคนต่างด้าวที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานกับตน เข้าทำงาน ตามมาตรา 27 กฎหมายการทำงานของคนต่างด้าว ปี 2551 ซึ่งมีโทษปรับ 10,000-100,000 บาท และจะตามตัวนายจ้างมาดำเนินคดีต่อไป

 

สั่งเลย